Showing posts with label ความโสด. Show all posts
Showing posts with label ความโสด. Show all posts

09 December 2008

คุณยังโสดอยู่รึเปล่า? และกลัวที่จะเป็นโสดมั้ย?


คุณยังโสดอยู่รึเปล่า? และกลัวที่จะเป็นโสดมั้ย?

บางคนนอกจากไม่กลัวเป็นโสดแล้ว ยังยอมอยู่อย่างบัวแล้งน้ำ แต่ได้ควงกิ๊กไม่ซ้ำหน้า เพื่อทดแทนกันซะเลย โถ...ช่างเป็นไลฟ์สไตล์ หรือการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่สมัยนี้ที่ไม่รีบตัดสินใจปู้ดป้าด หาเหาใส่หัว หาเรื่องใส่ตัวด้วยการรักษาความโสดไว้ยิ่งชีพ โอ้ย...เพราะอะไรนะรึ ก็เพราะคนโสดส่วนใหญ่หวั่นใจเหลือเกินว่า ถ้าเลือกแฟนได้ไม่ดีหรือไม่ได้อย่างที่ต้องการตามมาตรฐานโอลิมปิกแล้วไซร้ ย่อมสร้างปริศนาค้างคาใจไว้มากกว่าว่า แล้วจะครองคู่อยู่ กันได้ยืดรึเนี่ย

แถมหนุ่มสาวสมัยใหม่ยังทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้ ดังนั้น พอรักไม่ค่อยยุ่งก็เลยมุ่งแต่งาน เหตุนี้จึงมีคนโสดที่เข้าข่ายควรแต่งงานได้ แล้ว แต่กลับละล้าละลังและปล่อยเรื่องของหัวใจให้เป็นไปตามยถากรรม มากกว่าจะเสาะหาหวานใจมาเจ๊าะแจ๊ะเอนจอยแบ่งปันความเลิฟต่อกันไงเล่า

คุณเริ่ม รู้สึกว่าตัวเองเป็นโสดนานเกินไปแล้วรึยัง? หากท่านใดไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นงี้ไหม งั้นมามะ มาดูสิว่า มีสัญญาณเตือนให้รู้ว่า คุณเป็นโสดนานไปแล้วนะ ดังนี้......

1. ขาดความมั่นใจในตัวเองเวลาอยู่ท่ามกลางเพศตรงข้ามบ้างมั้ย?

เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเดินผ่านหรือหลุดเข้าไปอยู่ในดงที่มีคนหน้าตาดี๊ดี แถมสามารถทำให้หัวใจดวงน้อยๆของคุณสั่นไหวได้ละก็ แทนที่คุณจะเข้าไปตีซี้ ทำความรู้จักเพื่อสานต่อความสัมพันธ์ด้วย แต่เปล่าเลย คุณกลับเขินหลบหน้าหลบตา ไม่กล้าสู้หน้ากับ “คนที่ควรชักชวนมารักกัน” นี่แหละคือสัญญาณ อ.ต.ร. (อันตราย) ล่ะว่า คุณอยู่เป็นโสดนานจนไม่รู้ควรทำตัวอย่างไรกับ “ว่าที่หวานใจ” น่ะสิ

ทว่า คนที่ใจกล้าหน้าด้านปรี่เข้าไปจะฉกผัวเขา...เอ้ย ...ฉกคนที่คุณสนใจแต่เผอิญเค้าควงแฟนมาด้วย โดยไม่สนว่าคนนั้นชอบคุณด้วยรึเปล่า แถมไม่เกรงใจแฟนเค้าอีก ก็เป็นการกระทำที่ห้าว (และคงแห้ว) ไปนะ แค่มั่นใจในตัวเองระดับปานกลางพอแล้ว ไม่ควร “มั่น” ซะจนทำอะไรห่ามๆร้อก


2. ติดนิสัยตามใจปาก เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นๆ

เพราะอยู่ตัวคนเดียวมากไป ดังนั้น เวลาถูกชวนหรือคุณไปชวนใครทานอาหารก่อนก็เหอะ แต่พอถึงร้าน แทนที่คุณจะแสดงความสุภาพและให้ความสำคัญกับใครคนนั้น ด้วยการให้เค้าเป็นฝ่ายเลือกรายการอาหารที่จะสั่งก่อน หรือเทน้ำให้เค้าดื่ม ก่อนเทให้ตัวเอง แต่คุณสิ กลับไม่มีมารยาทเวลาอยู่บนโต๊ะอาหารเอาซะเลย แถมยังกินมูมมาม ชนิดไม่สนอิมเมจ (ภาพพจน์) ของตัวเองสักกะติ๊ด งั้นกลับไปติวมารยาทซะใหม่แล้วค่อยกลับมาลงสนามรักต่อ...ดีกว่านะ

3. มัวเอนจอยกับสัตว์ เลี้ยง หรืองานอดิเรก จนไม่สนที่จะมีแฟน

เพราะลืมไปแล้วว่าจะบริหารเสน่ห์ของตัวเองยังไงให้ใครๆสนน่ะสิ เช่น ออกไปสังสรรค์ปาร์ตี้กับเพื่อนๆ ที่ครั้งนึงคุณเคยหมกตัวอยู่กับก๊วนจอมซี้เหล่านี้ แทนจับเจ่าอยู่กับเจ้าตูบแสนซื่อ และแมวจอมประจบแต่ในบ้าน หรือไม่งั้นก็ติดละครหลังข่าว, รายการแข่งขันประกวดร้องเพลงที่ฮิตจัดกันเหลือเกิน รวมทั้งหนังซีรีส์ทางเคเบิลทีวี จนไม่ยอมพลาดละก็ นี่แหละแสดงว่า เป็นโสดนานจนฝุ่นจับแล้วนะยะ

4. แม้จีบใครได้สักคน คุณก็แค่คิดว่าเป็นกิ๊กคลายเหงาเท่านั้น ไม่ได้คิดจริงจังอะไรด้วย
(เอ๊ะ หรืออีกฝ่ายไม่อยากจริงจังด้วยก็บอกมาซะดีๆ โธ่ทำแก้ตัวไปงั้น) ถึงออกลีลาจีบใครสักคนมาเป็นกิ๊ก (ชนิดว่าชอบมากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่รัก) ได้ แต่คุณดันทำให้ ความสัมพันธ์ครั้งนี้เดินอยู่กะที่ซะงั้น ไม่ยอมพัฒนาความสัมพันธ์ให้ก้าวหน้ามากกว่าที่เป็นอยู่ ปัดโธ่ ขืนเป็น “โสดไม่ยอมเปลี่ยนแปลง” นานๆเข้า คุณยิ่งไม่กระตือรือร้นเลื่อนฐานะจากกิ๊กมาเป็นแฟนกันให้รู้แล้วรู้แรด (แรดน่ะทำเป็นแต่แฟนเหรอ แปลว่าอะไรน้อ) จึงทำให้ไม่มีแฟนถาวร เป็นแค่กิ๊กประเภทอยากเจอก็โทร.ไปนัดมาพบ ถ้าอยากคุยก็คุยกันทางโทรศัพท์ แถมยังทำงี้กับเค้าในเวลาที่ตัวเองต้องการเท่านั้นซะด้วย โดยไม่สนเค้าอยากคุยด้วยรึเปล่า แต่จะตื๊อให้คุยมีไรป่ะ ไม่รู้จักเจ้าแม่ซะแล้ว

5. ติดเพื่อนเกินกว่าจะหาแฟนมาเป็น “คนรู้ใจ”

เคยชินกับการอยู่ท่ามกลางเพื่อนๆมาตลอดชีวิตนี่หว่า แล้วจะดิ้นรนหาแฟนไปทำมั้ย เวลาอยู่กะเพื่อน คุณทำอะไรก็ได้ ทำตัวสบายๆ ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องเหนื่อยคอยประจบประแจงเอาใจใคร แหม้...ง่ายกว่าการอยู่กะแฟนตั้งเยอะ แถมอยู่กับเพื่อนยังไม่ต้องวางฟอร์มหรือเก๊กท่าด้วย

6. คบคนสะเปะสะปะ และสับสนระหว่างการคบแบบเป็นคู่รัก กับคบแบบแค่รู้จักน่ะต่างกันอย่างไร?

เอ้าจะให้แยกคนทั้งสองกลุ่มนี้ออกจากกันได้ไง ในเมื่อคุณอยู่คนเดียวมานานจนลืมไปแล้วว่า เวลาเจอ “คนที่ใช่” แล้วจะทำให้เค้ารู้ว่า เค้าคือ “หนึ่งเดียวคนนี้ของคุณ” ได้อย่างไร...นี่สิน่าคิด เคยเห็นคนโสดบางรายพอเจอใครที่ตัวเองติดตาต้องใจปุ๊บ พอผ่านด่านทำความรู้จักกันได้ แต่ก็กลับแป้ก ไม่ สามารถทำให้เค้ารู้ใจจริงของคุณสักทีก็มี จึงติดแหง็ก อยู่แค่การเป็นคนรู้จักนั่นแหละ ทั้งที่อีกฝ่ายเตรียมยินยอมพร้อมใจแล้วเชียวนะ เชอะยังบื้อใบ้อยู่ได้

อ้อ บอกก่อนว่า ไม่ได้ประสงค์จะชวนให้คิดมากซะหน่อยว่า เป็นโสดหรือมีคู่อย่างไหนดีกว่ากัน? ของพรรค์นี้ตัดสินใจเองได้ ไม่ต้องรอให้ใครมา “ยุ” คุณหรอก จริงไหมล่ะฮ้า

11 April 2008

โสด 10 แบบ

โสด 10 แบบ

01 โสดแสนดี
โสดประเภทนี้มีแต่ความหวังดีและเสียสละเพื่อคนที่รักตลอดเวลา
ตัวเองจะเจ็บช้ำแค่ไหนก็ยอม
แค่ขอให้เขาหรือเธอมีความสุขก็พอ
ลักษณะเด่นของโสดกลุ่มนี้คือรักกี่ทีก็ช้ำ เพราะมัวแต่เป็นคนดี
ไม่ดูตาม้าตาเรือ
รู้ตัวอีกทีเขาก็มีคนใหม่ไปแล้ว

... เพลงประจำกลุ่ม ...
ผิดตรงไหน-เบิร์ด ธงไชย
คนดีไม่มีที่อยู่-POTATO
ฝากดูแลแทน-มิ้น-มาลีวัลย์


02 โสดเจียมตัว
โสดประเภทนี้เป็นคนดีอีกแบบ แต่ดีน้อยลงมาหน่อย
ดีแบบเจียมเนื้อเจียมตัว มองตัวเองต่ำต้อยด้อยค่าอยู่ตลอดเวลา
ไม่หวังอะไรมากมาย แค่ขอเป็นจุดหนึ่งเล็กๆเท่าตับมดที่ได้รักเธอก็พอ
(มีคนอื่นผ่านมามากมายแค่ไหนก็ไม่รัก ขอหัวปักหัวปำอยู่กับเธอคนเดิม)

... เพลงประจำกลุ่ม ... นอกสายตา- แคทรียา อิงลิช
ขอเป็นตัวเลือก-กะลา
ดอกหญ้า-บี น้ำทิพย์
นิดนึงพอ- Friday I'm In Love
ก็พอ-เต็ม วุฒิสิทธิ์


03 โสดโดนสาป
โสดประเภทนี้มองชีวิตว่ามีกรรม ฟ้าดินกลั่นแกล้ง สวรรค์ไม่มีตา
เทวดาสาปส่งไม่มีใครรัก ไม่มีคนสนใจ มองไปทางไหนก็เศร้า
ชีวิตรันทด แบกรักมาเต็มไหล่แต่ไม่มีใคร ต้องการ ฮือๆ ชาตินี้มันเศร้า
(ชาติหน้าค่อยเอาใหม่)

... เพลงประจำกลุ่ม ...
คนที่ไม่มีใครต้องการ-นิโคล
คนไม่มีแฟน-เบิร์ด ธงไชย
กีรติ-โบ สุนิตา
ใครๆก็ไม่รัก-เจนนี่-คอรี่


04 โสดปากแข็ง
โสดประเภทนี้ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ไม่มีใครรักก็ไม่เป็นไร
ฉันอยู่ของฉันได้สบายๆ ฉันไม่แคร์ ฉันไม่แคร์
(แต่ใครจะรู้ในใจเขาและเธอองุ่นเปรี้ยวหรือเปล่า?)

... เพลงประจำกลุ่ม ...
ฉันไม่เป็นไร-SEVEN
สบายดี-ป้าง นครินทร์


05 โสดอาฆาต
โสดกลุ่มนี้มีความอาฆาตพยาบาทสูง รักแรง แค้นแรง ทำฉันเจ็บช้ำได้
จากไปก็อย่าหวังว่าจะได้มีความสุข จะตามสาปส่งพยาบาททุกชาติไป
(ส่วนใหญ่โสดกลุ่มนี้มักเป็นชายชาตรีที่มีเลือดร็อคสูง ดูแมนนิดนึง
ถ้าเป็นหญิงก็จะเป็น หญิงโหด นิ่มๆติ๋มๆจะไม่นิยมเข้ากลุ่มนี้)

... เพลงประจำกลุ่ม ... เวรกรรม-พงษ์พัฒน์
แค้นต้องชำระ-อ่ำ อัมรินทร์
อีกหน่อยก็ทิ้งกันเอง-เจมส์
อุทิศ-แอม เสาวลักษณ์


06 โสดใฝ่สูง
โสดประเภทนี้แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับโสดเจียมตัว มีนิสัยและ
การมองโลกที่ตรงข้ามกัน มีความทะเยอทะยานและความตั้งใจ ใฝ่ฝัน สูงส่ง
ถือคติความรักไม่ใช่เรื่องไกลตัว เธอหรือเขาอยู่สูง
แค่ไหนก็ต้องเอื้อมมาให้ได้ แม้จะถูกคนในสังคมส่วนใหญ่มองว่า
เป็นหมาวัดที่ชอบเด็ดดอกฟ้าก็ยอม

... เพลงประจำกลุ่ม ...
ดาวประดับฟ้า-แมว จิระศักดิ์
หมาเห่าเครื่องบิน-โลโซ
เครื่องบิน-บิ๊กแอส


07 โสดเจ็บ(แล้ว)ต้องจำ
โสดกลุ่มนี้เป็นพวกเข็ดขยาดกับความรัก
เนื่องมาจากเคยมีประสบการณ์ที่จบลงแบบ ไม่สวย
(มักตกเป็นฝ่ายแห้วหรือเจ็บ)
ถือคติเจ็บแล้วต้องจำ จะไม่ช้ำ ไม่รักใครอีกแล้ว ขออยู่เป็นโสดไปจนตาย
(หรือจนกว่าจะมีคนมาให้รักใหม่อีกครั้ง!)

... เพลงประจำกลุ่ม ...
จะไม่กลับมาอีกแล้ว-โบ สุนิตา
กลับไปก็ไม่รักเธอเหมือนเดิม-ทาทา ยัง
หมดแล้วหมดเลย-อินคา
ไม่มีหัวใจทำไมไม่บอก-โบ สุนิตา


08 โสดมั่นใจ
โสดกลุ่มนี้มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก
สามารถพลิกผันสถานการณ์อกหักให้เป็น ทางเลือกได้
มองโลกมุมใหม่ที่ไม่ทำให้ตัวเองเจ็บช้ำ...ดีแล้วที่เลิกกันไป
ถึงจะเป็นโสดก็ ไม่เป็นไร ฉันมั่นใจ ฉันไม่ผิดๆ

... เพลงประจำกลุ่ม ...
ไม่รักดี-อุ๊ หฤทัย
โธ่เอ๊ย..เด็กเด็ก-อุ๊ หฤทัย


09 โสดพยายาม
โสดกลุ่มนี้มีเป้าหมายชัดเจนว่าไม่อยากเป็นโสด ฉะนั้นจึงมี ความพยายาม
กระตือรือร้น และลงมือทำเพื่อให้พ้นจากสถานะนี้ โดยเร็ว
เป็นกลุ่มนักปฏิบัติ ถือคติไม่ลงทำมือก็ไม่ได้มา
(แต่ยังไม่เข้าข่ายเกินงาม) เปอร์เซ็นต์ส่วนใหญ่ของโสดกลุ่มนี้เป็น
สาวยุคใหม่ มีความมั่นใจพอตัว (ไม่สวยไม่แนะนำให้เข้ากลุ่ม)

... เพลงประจำกลุ่ม ... รบกวนมารักกัน-ทาทา ยัง
ผ้าเช็ดหน้า-ไทรอัมพส์คิงดอม
บุษบา-นิโคล


10 โสดยังหวัง
โสดกลุ่มนี้มีความหวังเป็นแรงบันดาลใจ ถือคติชีวิตนี้ไม่สิ้นหวัง
ชอบการรอคอยค้นหา วันนี้ไม่เจอไม่เป็นไร พรุ่งนี้ยังไหว..รอได้ๆ
โดยพื้นฐานเป็นคนมองโลกในแง่ดี แต่มีความพยายามไม่เท่ากลุ่มก่อนหน้านี้
ไม่ชอบการลงมือปฏิบัติ แต่ชอบตั้งหน้าตั้งตารอคอย (กี่ชาติผ่านไป
ไม่เคยสิ้นหวัง!)

... เพลงประจำกลุ่ม ...
ทางเดินแห่งรัก-แอม-ดา
ใครสักคน-มาช่า
ขอใครสักคน-ลีโอ พุฒ
ยังรอคอยเธอเสมอ-พรู

เลือกกันเอาเองนะคะ ใครอยากจะเป็นโสดแบบไหน หรือว่าไม่อยากเป็นโสดก็รีบมีคู่เข้าเถอะค่ะ... อิ อิ อิ...

จาก http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=colouroflove&month=05-2007&date=13&group=8&gblog=2

14 February 2008

ข้อดี - ข้อเสีย ของการเป็นคนโสด

SINGLE LIFE

เปิดตำรา "ความโสด" ดีหรือร้าย?

เจาะลึกทุกมุมมองของคนโสด รวมข้อดี-ข้อเสียที่คุณต้องร้องบอกว่าใช่!

📌 คนโสด หมายถึง: มนุษย์ไม่ว่าเพศชาย หญิง กะเทย ตุ๊ด คิง ใบ ทอม ดี้ เกย์ ฯลฯ ที่อยู่ตัวคนเดียว ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรลึกซึ้งไปมากกว่าคำว่าเพื่อน

💚 ข้อดีของคนโสด

  • • หาเงินได้เท่าไหร่กูผลาญได้คนเดียวเต็มที่
  • • จะไปไหนมาไหนไม่ต้องมานั่งห่วงหน้าห่วงหลัง
  • • ไปไหนเจอคนหน้าตาดี เวลาเค้าถามไม่ต้องกลัวผิดศีลข้อสาม
  • • ได้กำไรชีวิต มีเวลาโฟกัสกับตัวเองเต็มร้อย
  • • ไม่ต้องเสียอะไรก่อนวัยอันควร เช่น เสียตัว เสียแม่ เสียเพื่อน ฯลฯ
  • • ประหยัดค่าหมอ ที่ต้องเอาไปรักษาแผลใจหลังจากอกหัก
  • • มีสมาธิคิดเรื่องในวัยที่ควรคิด วัยเรียนก็เรียนอย่างเดียว วัยทำงานก็ทำงานเก็บเงิน
  • • ประหยัดค่าโทรศัพท์และค่าแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตโดยสิ้นเชิง
  • • ไม่ต้องโดนแก๊งเพื่อนคอยล้อคอยแซว
  • • ไม่ต้องคอยประกาศปิดข่าวอัปเดตสเตตัสเวลาเลิกกัน
  • • ไม่ต้องนั่งร้องไห้น้ำตาซึมเวลาฟังเพลงรักอกหักที่โดนใจ
  • • ไม่เสียสุขภาพจิตและสุขภาพกาย วัน ๆ พักผ่อนนอนชิลอยู่บ้าน

💔 ข้อเสียของคนโสด

  • • เดินไปไหนเป็นต้องอารมณ์เสีย ยามเมื่อเห็นคนอื่นเค้าเดินจูงมือกัน
  • • แอบรู้สึกว่าเตียงมันช่างกว้างและว่างเปล่าในเวลาเข้านอน
  • • รู้สึกขาดหมอน (ไหล่คนข้าง ๆ) ให้หนุนนอนบนรถเมล์เวลาง่วง
  • • รู้สึกเหมือนขาดสมองไปซีกนึง เนื่องจากไม่มีคนคอยให้คำปรึกษาลึกซึ้ง
  • • รู้สึกว่าในแต่ละวันมันช่างยาวนานและผ่านไปช้าเหลือเกิน
  • • รู้สึกเหงา ๆ ในวันสำคัญต่าง ๆ เพราะขาดของขวัญพิเศษไป 1 ชิ้น
  • • รู้สึกมือมันว่าง ๆ โหวง ๆ เวลาเดินเที่ยวห้างสรรพสินค้า
  • • เกิดต่อมอิจฉาทำงานเบา ๆ เวลาเห็นคู่รักเค้าสวีตกัน
  • • แอบหวั่นใจและกลัวว่าจะต้องเสียเงินซื้อบ้านที่โครงการ "คานทองนิเวศน์"
  • • อาจติดนิสัยเอาแต่ใจตัวเองมากเกินไปจนไม่สนใจคนอื่น
  • • แอบเห็นแก่ตัวในบางโอกาสเพราะเคยชินกับการอยู่คนเดียว
  • • รู้สึกหนาวจับใจแม้จะเป็นในคืนฤดูร้อนตอนเข้านอน

💭 แล้วคุณล่ะ... เห็นด้วยกับฝั่งไหนมากกว่ากัน?

ร่วมแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนมุมมอง หรือกดแชร์แบ่งปันเรื่องราวความโสดเพิ่มเติมในกล่องคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ!

#ชีวิตคนโสด #ข้อดีของความโสด #คำคมคนโสด

09 February 2008

สกู๊ปบันเทิง : "เพลงคนโสด" มาแรง จริงหรือ "คนไร้คู่" ล้นเมือง?!


สกู๊ปบันเทิง : "เพลงคนโสด" มาแรง จริงหรือ "คนไร้คู่" ล้นเมือง?

ที่ผ่านมาเพลงรักประเภท "อกหักกระชากใจ" สามารถครองความนิยมจากคนฟังได้ทุกยุคสมัย แต่หากสังเกตให้ดี ในช่วง 1-2 ปีนี้ เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความเหงา คนโสด มาแรงไม่แพ้กัน ยิ่งเพลงนั้นบรรยายความเหงา อ้างว้างได้จับใจเท่าไร ยิ่งได้ใจคนฟังมากเท่านั้น

เริ่มจากเพลง "แอบเหงา" ของ "เสนาหอย" เกียรติศักดิ์ อุดมนาค ที่บรรยายถึงคนในสังคมเมืองหลวงที่แม้จะอยู่ท่ามกลางความเจริญ และผู้คนมากมาย ก็ยังแอบเหงาได้ทุกเวลา

ใครจะเชื่อว่าเพลงที่มีเนื้อหาง่ายๆ ใช้สำเนียงการร้อง และภาษาธรรมดาเพลงนี้ จะกลายเป็นเพลงที่ฮิตที่สุด รวมทั้งขายดิบขายดีจนผู้บริหารค่ายยักษ์ใหญ่ต้องหันมามอง

แน่นอนว่าค่ายเพลงเล็กๆ อย่าง "ลักษ์ มิวสิค" ของพิธีกรอารมณ์ดีอย่างเสนาหอย ย่อมมีสายป่านที่ยาวขึ้นอีกมากมาย เพราะผลกำไรที่เกินความคาดหมายจากเพลงเหงาๆ เพลงนี้

"ที่เพลงนี้ได้รับความนิยมเพราะมันไปตรงกับชีวิตของหลายคน ไม่ใช่ผมคนเดียว แสดงให้เห็นว่ายังมีคนอีกมากที่ยังแอบเหงาอยู่ในสังคมเมืองแบบนี้" เสนาหอย ให้สัมภาษณ์

หากย้อนไปเมื่อปี 2546 เพลง "เหงา" ก็ทำให้ชื่อของวง "พีซเมคเกอร์" แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวเหมือนกัน โดยเนื้อหาของเพลงนี้ไม่มีอะไรมากมายไปกว่าการพรรณาขยายความ คำว่าเหงา แต่ด้วยเสียงร้องโทนสูงอันเป็นเอกลักษณ์ของ "บอย" อนุวัฒน์ สงวนศักดิ์ภักดี และการวางแผนการตลาดของทีมสร้างสรรค์ ที่ปล่อยเพลงนี้ออกมาช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ทำให้เพลงนี้โดนใจคนเหงาๆ ในช่วงอากาศหนาวๆ ได้อย่างไม่ยากเย็น

มาต่อกันที่ศิลปินสาว "ปาน" ธนพร แวกประยูร ที่มีเพลง "เหงาเข้าใจ" ซึ่งได้รับความนิยมในระดับที่ดีตามมาตรฐานของเธอ ซึ่งนักร้องสาวจากค่ายอาร์เอสแสดงความคิดเห็นต่อเพลงที่พูดถึงคนไร้คู่ได้อย่างน่าฟังว่า

"ความจริงแล้วคนโสดโดยเฉพาะผู้หญิงมีอยู่มากมานานแล้ว แต่ปัจจุบันนี้สังคมเปิดเผยมากขึ้น และผู้หญิงในยุคใหม่ก็มีความสามารถเลี้ยงดูตัวเอง หรือทำอะไรได้มากมายจนเป็นที่ยอมรับ ทำให้เรื่องราวแบบนี้ถูกนำมาบอกเล่าเป็นเพลงมากกว่าสมัยก่อน

อย่างเพลงของปานจะบอกว่าอยู่คนเดียวมันก็เหงา แต่มันก็ดีกว่าจะให้คนไม่ดีเข้ามาในชีวิตเรา หากไม่มีคนที่รักเราจริงก็ขออยู่คนเดียวจะมีความสุขกว่า"

ล่าสุดอัลบั้ม สลีปเลส โซไซตี้ ของ "หนึ่ง" ณรงค์วิทย์ เตชะธนะรัตน์ ก็ส่งเพลงเหงาๆ มาเอาใจคนไร้คู่ โดยเฉพาะกับเพลง "หมอนสองใบกับใจเหงาๆ" และ "รักตัวเองให้เป็น" ซึ่งเขากล่าวถึงเพลงของตัวเองว่า

"ผมไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องของกระแส แต่เป็นเรื่องบังเอิญมากกว่าที่มีเพลงของคนโสดมากขึ้นในช่วงนี้ ตามความเห็นของผมเพลงที่เกี่ยวกับความเหงา จะเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของคนได้กว้างและจำนวนมากกว่า เพลงแนวอกหัก

เพราะความเหงาสามารถเกิดได้กับทุกคน นั่งเฉยๆ ก็อาจจะรู้สึกเหงาขึ้นมาได้ โดยเฉพาะคนเมืองในยุคนี้ ที่จะมีคนเหงาๆ ซ่อนอยู่เป็นจำนวนมาก เพราะอาจจะต้องจากบ้านจากที่รักมาใช้ชีวิตประจำวันที่สับสนวุ่นวายในเมืองใหญ่ แต่ภาวะการอกหักอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน และผมคิดว่าเพลงอารมณ์เหงา หรือเพลงคนโสดก็ยังจะได้รับความนิยมต่อไปเรื่อยๆ ตราบใดที่ยังมีคนเหงาอยู่"

นอกจากนี้ยังมีเพลงอื่นๆ ที่บอกเล่าถึงความเหงาของคนไม่มีคู่ อาทิ เพลง "อิจฉา" ที่ทำให้ชื่อของนักร้องหน้าใหม่อย่าง "ศร" ศรศักดิ์ สวนแก้ว เป็นที่รู้จักในเวลาอันรวดเร็ว หรือแม้แต่กลุ่มนักร้องประสานเสียงอย่าง อะแคปเปลล่า เซเว่น ก็เปิดตัวด้วยเพลง "ปี 1 2 3" เพลงคนโสดในมุมมองการนำเสนอที่สนุกสนาน ทำให้การกลับมาของพวกเขาครั้งนี้ดูจะคึกคักกว่าอัลบั้มแรก

แม้กระทั่งศิลปินชื่อดังอย่าง "เบิร์ด" ธงไชย แมคอินไตย์ ก็เคยมีเพลงดังเกี่ยวกับคนไร้คู่มาแล้ว คือเพลง "คนไม่มีแฟน" ขณะที่ บอย โกสิยพงษ์ ก็เคยแต่งเพลง "ใคร" ให้ "ป๊อด" โมเดิร์นด็อก ร้องจนดังระเบิดมาแล้ว

จากเพลงที่กล่าวมานี้ทำให้เห็นได้ชัดว่า เพลงของคนไร้คู่ควง และอยู่ในอารมณ์เหงามาแรงแซงทางโค้งจริงๆ !!จาก คมชัดลึก วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2548

http://www.komchadluek.net/news/2005/04-08/ent-16945739.html

31 January 2008

บทความสำหรับคนโสด และคนที่อยากโสด

บทความโดย นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ในฐานะผู้ชายดีๆ ที่หายากคนหนึ่ง ผมรู้สึกเห็นใจสตรีเพศจริงๆ ครับ…ช่วงเวลาในการเลือกคู่ของเธอทั้งหลายช่างสั้นยิ่งนักเพราะช่วงอายุขัยของวัยสาวเริ่มผลิบานเมื่อประมาณ 13 ปีแล้วมาสุดเขตแดนเมื่อวัยสามสิบ… วันเกิดครบรอบ 30 จึงเป็นตัวเลขแห่งความสะเทือนขวัญก่อให้เกิดความตื่นตระหนก…

หลายคนไม่อยากพูดถึง คนอื่นก็ไม่ควรเอ่ยปากด้วย… ถือเป็นมารยาทสังคมอย่างหนึ่ง ยกเว้นพวกมีวาจาเป็นอาวุธ ที่ชอบถามว่า"ปาอะไรเอ่ยที่ผู้หญิงกลัวที่สุด "เฉลย " ปาเข้าไปสามสิบยังไม่มีผัว " … ใครดันถาม มันผู้นั้นสมควรตาย

ตอนเรียนหนังสือเป็นนักเรียนนักศึกษา คุณพ่อคุณแม่ก็สอนนักสอนหนาว่า " อย่าริรักในวัยเรียน " "ตั้งใจเรียนหนังสือให้ดี จบแล้วค่อยมีแฟน "ทั้งๆ ที่ไอ้ตอนเรียนหนังสือมีโอกาสพบปะเพศตรงข้ามมากหน้าหลายตา ก็หาได้สนใจไม่ เป็นคนประเภท " รักไม่ยุ่ง มุ่งแต่เรียน "ทุ่มเทชีวิตให้แก่การศึกษา…เมื่อเติบใหญ่เราจะได้มีวิชาเป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน

หลังจบการศึกษา ประกอบสัมมาอาชีวะ ขณะเดียวกันก็ใช้เวลาว่าง"เลือกสรร - ควานหา" ผู้จะมาเป็นเจ้าบ่าวในอนาคต ตั้งสเปกว่าต้องได้แฟนหนุ่มประเภทซูเปอร์เพอร์เฟคอย่างวิลลี่ แมคอินทอชหรือจอห์นนี่ แอนโฟเน่ หรืออย่างน้อยๆก็ต้องมาดแมนแฮนซั่ม หล่อล่ำดำขรึม ถึง จะได้มาตรฐาน… ไอ้ประเภทหุ่นอัฟริกา หน้าติมอร์อย่าได้สะเออะหน้ามาให้เห็น…ไม่มีทางได้แอ้มหรอก

จากวันเป็นเดือน - จากเดือนเป็นปี ความรักไม่มีวี่แววคืบหน้าแม้วันเวลาผ่านไป… เพราะที่ทำงานทั้งห้องมีผู้ชายอยู่แค่ 5 คน -เจ้านายก็มีเมียแล้ว… ไม่อยากตกเป็นภรรยาบุญธรรม สองคนดันเป็นเกย์… อีกคนยังลังเลอยู่ว่าจะเป็นดีหรือเปล่า…คนสุดท้ายเป็นชายแท้ แต่กำลังถูกแย่งตัวระหว่างเกย์สองคนอยู่ไม่อยากเข้าไปเป็นมือที่สาม…นั่งรถมาทำงาน ก็สองชั่วโมงครึ่ง กลับอีกสองชั่วโมงสี่สิบนาที กลับถึงบ้าน หมดสิ้นกำลังขอนอนเอาแรงก่อน.........ขณะที่งีบหลับอย่างสนิท ภาพในความฝันที่เธอเห็นคือ สถาบันการศึกษาที่เธอจบมา…แหล่งที่มีเพศตรงข้ามชุกชุม เธอหวนรำลึกนึกถึงผู้ชายดีๆที่เขาเคยอุตส่าห์มาเฝ้าตามจีบ ตามง้อตามตื้อ แล้วเราเล่นตัวจนเคยตัว ในที่สุดผลประโยชน์ตกอยู่ที่เพื่อนสนิทเป็นที่เรียบร้อย…แหม ! ไม่น่าเลย ยิ่งคิดยิ่งเสียดายจริงจริ๊ง…ตื่นพอดี

เจอโลกแห่งความจริงดำเนินชีวิตไปแต่ละวัน ยิ่งเข้าหน้าหนาว ซองสีชมพูกลิ่นหอมๆ จากเพื่อนๆเริ่มทยอยมา ตามหลังซอง กฐินซองผ้าป่าที่เพิ่งหมดฤดูกาล… พอไปในงาน ดันเจอคำถามสะกิดใจอีกว่า"เมื่อไรจะถึงคิวแจกการ์ดของตัวบ้างล่ะ"..."โถ! การ์ดแต่งงานน่ะพิมพ์เสร็จแล้ว เหลือแต่ชื่อเจ้าบ่าวที่ยังไม่ได้เลือกว่าจะเป็นใครเพราะครั้งนี้เขาเปลี่ยนระบบเลือกตั้งใหม่ ยังงงๆเรื่องปาร์ตี้ลิสต์อยู่เลย" เอ๊ะ…เกี่ยวอะไรกัน!…ในใจก็คิดว่า "ก็ฉันอยู่เป็นโสดนี่มันไม่ดียังไงหนักกระบาลใครรึเปล่า"

เคยตั้งคำถามกันไหม…ว่าทำไมต้องแต่งงาน (กันด้วย!)… คำตอบจากเพื่อนๆ ที่แต่งงานแล้วหรืออยากจะแต่งงานอาจมีหลากหลาย…"อยู่คนเดียวมันว้าเหว่ อยากมีใครสักคนไว้แก้เหงา " …รายนี้เห็นผู้ชาย เป็นตัวคลายเหงา "รายได้ไม่พอใช้ หาคนช่วย (หาเงิน) " … ผมกลัวมาช่วยผลาญเงินมากกว่า"อยากมีลูก ก็ต้องหาพ่อก่อนสิ "… เกิดได้ลูกแล้วจะทิ้งพ่อรึเปล่าเนี่ยะ"โรงงานพร้อมแล้ว ขาดผู้ประกอบการ"…เจ้าของคำตอบกำลังหาผู้ร่วมลงทุนฯลฯ

อันว่า " ชีวิตคู่ " อยู่ไปเพื่อสิ่งใด ?ชีวิตคู่ คือ การเติมเต็มซึ่งกันและกัน ดังนั้นเมื่อมีชีวิตสมรสแล้ว ครึ่งหนึ่งของ ชีวิตเราจะหายไปในส่วนที่ขาดจะมีครึ่งชีวิตของอีกฝ่ายมาเติมแต่งแห่งพื้นที่ว่างนั้นขณะที่ครึ่งชีวิตของเราที่หาย ก็มิได้สูญสลายไปไหน มันก็ไปเติมที่ว่างของคู่เรานั่นเอง

จุดมุ่งหมายของการแต่งงานคือการใช้ชีวิตคู่ให้มีความสุขมากขึ้นและมีชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อเป็นสามีภรรยาแล้วต้องมีความสุขมากกว่าตอนอยู่คนเดียวถ้าตอนอยู่ด้วยกันแล้ว มีแต่ความทุกข์ ความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานก็ไม่รู้ว่า จะแต่งงานไปหาพระแสงดาบคาบค่ายที่ไหน… อยู่คนเดียวมันส์กว่า

ชีวิตคู่ต้องเกื้อกูลกันและกัน ความก้าวหน้าของสามี ภรรยาต้องมีส่วน อย่างน้อยก็ปลอบใจในยามที่สามีเครียดจากการงานชีวิตภรรยาถ้าไม่คิดเอาดี ในทางโลกก็เจริญในทางธรรมกำลังใจต้องได้จากสามีเช่นกัน อย่างน้อยก็อย่าหาทุกข์มาสุมเพิ่ม… ถ้าคู่รักของเราประกอบมิจฉาอาชีวะ ติดเหล้า เล่นการพนันโกงบ้านกินเมืองชีวิตอีกฝ่ายก็เหมือนตก นรกทั้งเป็น

เพราะฉะนั้นเวลาเลือกแฟน แทนที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องรูปร่างหน้าตาฐานะการเงิน ยี่ห้อรถเก๋งที่ใช้อยู่ ฯลฯเปลี่ยนเป็นเงื่อนไขแค่สองข้อที่จำแสนง่าย คือหนึ่ง - สุขใจยามอยู่ใกล้ชิดสอง - คู่ช่วยคิดชีวิตก้าวหน้าเพราะชีวิตคู่คือการเติมเต็มชีวิตแก่กันและกัน ไม่ต้องง้อใครให้เสียเวลาไม่เสียชาติเกิดหรอกครับ ถ้าคุณจะใช้ชีวิตเป็นโสด ถือคติประจำใจว่า "อยู่เป็นโสด ดีกว่ามีสามีเลว "

จาก http://wimolrat.multiply.com/journal/item/3

30 January 2008

'ผ่า DNA วิถีชีวิตครอบครัวไทย'

ประยุกต์ใช้ให้เกิดผลกับการตลาด การทำ Segmentation เจาะกลุ่มเป้าหมายแบบแยกย่อยละเอียดยิบ ตามความต้องการและพฤติกรรมการดำรงชีวิต (Life Style) ถือเป็นแนวทางที่นักการตลาดให้ความสำคัญมาก และนับวันจะมากยิ่งขึ้น เนื่องจากแข่งขัน และพฤติกรรมการบริโภคที่หลากหลาย ดังนั้น การวางแผนการตลาดอะไรสักอย่างหนึ่ง งานวิจัยจึงเข้ามามีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง กับการ Segmentation กลุ่มผู้บริโภค

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดย รศ.ดร.ศิริลักษณ์ โรจนะกิจอำนวย รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.ดร.วิทวัส รุ่งเรืองผล, อาจารย์วิทยา จารุวงศ์โสภณ และอาจารย์ปิติพีร์ รวมเมฆ คณาจารย์จากภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมกับทางหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ จัดทำงานวิจัยด้านวิชาการ เรื่อง "ผ่า DNA วิถีชีวิตครอบครัวไทย" ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจมาตั้งแต่กลางปี 2548 ถึงประมาณกลางปี 2549

คนโสดใช้เงินกับการพักผ่อนน้อย

เนื้อหาของงานวิจัยพูดถึง พฤติกรรมของคนไทยกับชีวิตคู่ ชีวิตโสด และการมีครอบครัว รวมทั้งพฤติกรรมการดำรงชีวิต และพฤติกรรมการใช้จ่ายของทั้งคนโสด และคนมีครอบครัว อาจารย์วิทวัส ได้พูดถึงภาพรวมจากการศึกษาเฉพาะครอบครัวที่เป็น traditional มีการพัฒนาโมเดลใหม่ โดยฐานครอบครัวไทยสามารถแยกได้เป็น 3 ช่วงหลักๆ คือ 1.ช่วงโสด อยู่คนเดียว โคจรจนกระทั่งมาเจอคู่ใจ เรียกว่า ไลฟ์พาร์ตเนอร์ จะแต่งงานกันหรือไม่ ไม่สำคัญ 2.ช่วงคู่ชีวิต เริ่มมีลูก และ 3.ช่วงครอบครัวครบครัน มีจุดเปลี่ยนหลายจุดที่ทำให้กลับมาใช้ชีวิตแบบโสดหรือคู่ชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับช่วงโสด แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1. โสดแท้ ความสุขมาจากวัตถุล้วนๆ พออายุ 32 ปี เริ่มคิดว่าการแต่งงานไม่จำเป็น และจะเปลี่ยนจากการใช้ความสุขนอกบ้าน ย้อนกลับมาหาความสุขในบ้าน การทำงานจะเพิ่มถึงระดับ 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สังเกตได้จากผู้บริหารส่วนใหญ่จะเป็นคนโสด จำนวนเวลาในการทำงานจะเพิ่มขึ้นตามอายุ ประเภทที่ 2 คือ โสดเทียม เป็นลักษณะของคนที่แต่งงานมีลูก แต่ทำตัวเหมือนโสด ให้เวลากับครอบครัวน้อย พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ในครอบครัวที่มีลูกมากกว่า 6 ปีจะมีโสดเทียมเยอะ ความสุขที่สุดคือการที่มีชีวิตนอกบ้าน และโสดประเภทที่ 3 โสดหม้าย คนกลุ่มนี้จะเหงา ขาดที่พึ่งทางใจ ความสุขจะมาจาก ศาสนา ลูกหลานและความพอเพียง สิ่งที่อยากได้ที่สุดคือความมีสุขภาพดี

พฤติกรรมของคนโสดส่วนใหญ่ จะยึดตัวเองเป็นตัวตั้ง ตัดสินใจค่อนข้างเร็ว รักอิสระ พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของคนโสด สำหรับคนโสดในช่วงอายุ 18 - 37 ปี จะเน้นหนักไปที่สินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่ใช้จ่ายไปกับการพักผ่อนน้อยมาก ซึ่งจะสอดคล้องกับเวลาการทำงานที่เพิ่มมากขึ้น คนโสดจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในด้านสังคมหรือค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูพ่อแม่จะเพิ่มขึ้นมากกว่าในช่วงอายุอื่นๆ และค่าใช้จ่ายในเรื่องรถยนต์หรือบ้านจะสูงในช่วงอายุ 28-32 ปี

ประกัน-สุขภาพขาดดีกับกลุ่มชีวิตคู่

ส่วนช่วงชีวิตคู่ แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือ ช่วงคู่รัก เพิ่งแต่งงาน เป็นช่วงเริ่มต้นของชีวิตคู่ ซึ่งจะมีทั้งการแต่งเข้าบ้านผู้ชาย หรือการแต่งออก แยกออกมาสร้างครอบครัวตามลำพัง พฤติกรรมของคู่รัก เพิ่งแต่งงาน คือ ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น ทั้งการดูแลค่าใช้จ่ายในบ้าน ส่วนการดำรงชีวิต จะให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมร่วมกัน ลดกิจกรรมที่ทำคนเดียวลง คนกลุ่มนี้จะเที่ยวเยอะ เพราะยังไม่มีลูก ทัศนคติในการใช้ชีวิต จะมุ่งมั่นกับการทำงาน โดยเฉพาะผู้ชายคิดว่าตัวเองเป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องการงานที่มั่นคง ทำประกันชีวิตเพื่อลดความเสี่ยง ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ ทั้งตนเองและครอบครัว สนใจอาหารเสริม ชอบทำประกันสุขภาพ เป้าหมายในชีวิต และความสุขคือการสร้างครอบครัว ซึ่งจะหมายถึงครอบครัวของตัวเองและคู่สมรส ให้ความสำคัญต่อปัจจัยทางด้านจิตใจมากกว่าทางด้านวัตถุ

ช่วงที่ 2 คือ ช่วงคู่แท้ ผู้ที่จะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต ช่วงคู่แท้จะไม่ต่างจากกลุ่มคู่รักมากนัก เพียงแต่จะมีอายุมากขึ้น ปลอดภาระเรื่องบุตร เพราะบุตรโตแล้ว ดังนั้นจะกลับมาใช้ชีวิตเหมือนกับคนที่เพิ่งจะแต่งงานและยังไม่มีลูก กิจกรรมจะเป็นกิจกรรมที่จะทำร่วมกัน ใช้เวลาว่างร่วมกัน กลับมาชอบท่องเที่ยวเพราะว่าปลอดภาระเรื่องบุตร โดยการไปเที่ยวจะเยอะกว่าช่วงคู่รัก เพราะว่าช่วงคู่รักยังทำงานอยู่ การออมจะออมเพื่อใช้ในบั้นปลาย ความสุขจะอยู่ที่การมีสุภาพดี การซื้อประกัน ความสุข คือ การมีชีวิตที่อบอุ่นมีลูกหลาน ซึ่งจะแตกต่างกับกลุ่มคนโสด จะให้ความสำคัญกับอิสระหรือสิ่งที่ตัวเองชอบ

ช่วงสุดท้าย คือ ช่วงครอบครัวครบครัน (พ่อ แม่ ลูก ) แยกเป็น 4ประเภท คือ ครอบครัวอบอุ่น, ครอบครัวห่างเหิน, ครอบครัวที่พ่อแม่อบอุ่นแต่ลูกห่างเหิน จะพบบ่อยเมื่อลูกย่างเข้าสู่วัยรุ่น และครอบครัวพ่อแม่ห่างเหิน แต่ลูกอบอุ่น จะพบมากตอนพ่อแม่เกษียณ จากการวิจัยพบว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเยอะ คือ ตอนมีลูก มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ผู้หญิงจะเปลี่ยนมากกว่าผู้ชาย ทั้งในเรื่องสรีระ เพราะท้อง ทำให้ร่างกายอ้วนขึ้น เป็นโอกาสของสถานลดความอ้วน หรือผู้หญิงอาจจะต้องลาออกเพื่อมาดูแลลูก และจากการวิจัยพบว่าช่วงแรกผู้หญิงจะคิดว่าจะออกจากงานมาดูแลลูกเพียงแค่4 - 5ปีก็จะกลับไปทำงานเหมือนเดิม แต่พอเอาเข้าจริงพบว่าโอกาสการกลับเข้าไปทำงานประจำเหมือนเดิมน้อยมาก ดังนั้น อาชีพเสริม จึงเป็นทางเลือกที่ดี เช่น ธุรกิจขายตรง การรับแปลเอกสาร

พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอย ในช่วงที่ลูกยังเด็กจะไม่ค่อยเที่ยว เพราะไม่สะดวก และสิ้นเปลืองมาก ธุรกิจคนกลุ่มนี้ใช้บริการน้อย คือ โรงภาพยนตร์ ส่วนธุรกิจที่ดีคือหนังแผ่น เครื่องเล่น และโฮมเธียเตอร์ เพราะผู้บริโภคต้องการใช้เวลาอยู่กับบ้าน และประหยัด ส่วนธุรกิจเสริมสวย สปา ในช่วงลูกอ่อนจะใช้บริการน้อย แต่เมื่อลูกโตขึ้นแล้วกิจกรรมเหล่านี้จะได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะมีเวลา นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนเกี่ยวกับบ้านค่อนข้างเยอะ รวมทั้งมีการออม เพิ่มหลักประกันในชีวิต ทำประกันชีวิต และเสียค่าใช้จ่ายไปกับบุตรมากขึ้น เช่น การเปิดบัญชีเพื่อการศึกษาบุตร และการหาโรงเรียนสอนภาษา โรงเรียนสอนกีฬา

ประยุกต์ใช้ผลงานวิจัยกับการตลาด

จากผลงานวิจัย แดน ศรมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟาร์อีส ดีดีบี จำกัด (มหาชน) และ กาญจน์ ขจรบุญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการบัตรเครดิตเคทีซี ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ผลงานวิจัยกับการตลาดไว้ว่า ในงานวิจัยชิ้นนี้ มีประโยชน์กับการตลาดมาก เพราะสามารถทำให้รู้ถึง Segmentation ของครอบครัว และวิถีชีวิตคนไทยว่าเป็นอย่างไร เป็นงานวิจัยที่เฉพาะเจาะจงกับพฤติกรรมของคนไทย ช่วยให้เกิดความเข้าใจผู้บริโภคได้มากขึ้น และเป็นประตูสำคัญที่จะทำให้นักการตลาดเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคคนไทยได้

ตัวอย่างเช่นผลการวิจับพฤติกรรมคนโสด พบว่าเป็นกลุ่มที่มีกำลังการซื้อสูง การตัดสินใจอยู่ที่ตัวเอง และความสนใจในการใช้จ่าย จะมีความหลากหลายมาก โดยมีรายได้และไลฟ์สไตล์เป็นตัวกำหนด กลุ่มสินค้าที่กลุ่มคนโสดเลือกซื้อ จะมีตั้งแต่ สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อสังหาริมทรัพย์ บัตรเครดิต ซึ่ง เคทีซี ให้ความสำคัญกับกลุ่มคนโสดนี้เช่นกัน โดยศึกษาพฤติกรรมว่า กลุ่มคนโสดต้องการบัตรประเภทไหน ใช้งานอย่างไร เคทีซี จึงมีดีไซน์ของบัตรออกมาหลายรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม ในความหลากหลายนั้น สิ่งหนึ่งที่คนโสดต้องการคือ ความเป็นเอกสิทธิ์แบบส่วนตัวที่มีความเป็นแมส (Massclusivity) ซึ่งความต้องการนี้ เกิดจากวิถีชีวิตแบบคนเมือง (Urban Life) ที่ต้องการสร้างความแตกต่างให้กับตัวเอง สร้างความเป็นเอกลักษณ์ในตัวเอง โดยสินค้าที่เลือกใช้ ไม่ใช่สินค้าแพงเลิศหรูจนจับต้องไม่ได้ แต่เป็นสินค้าคุณภาพ เช่น เครื่องเล่นเอ็มพี 3 สำหรับคนกลุ่มนี้แล้ว ธรรมดาเกินไป ต้องเป็นไอพ้อด ซึ่งจริงๆ ไอพ้อดก็คือเครื่องเล่นเอ็มพี 3 ประเภทหนึ่ง แต่เป็นอะไรที่มากกว่า ดูมีระดับ ดูมีคุณภาพกว่า เป็นต้น

ดังนั้น เงินสำหรับคนกลุ่มนี้ไม่ใช่มีไว้เพื่อหาซื้อของเพื่อความสะดวก หรือ สินค้าทั่วๆ ไปเท่านั้น แต่สิ่งที่หาซื้อมา ต้องแสดงให้คนอื่นยอมรับได้ด้วยว่า เขามีความแตกต่างไม่เหมือนอื่น มีความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งตรงนี้ เคทีซีเล็งเห็น และทำ Segmantation กับไลฟ์สไตล์เหล่านี้ของคนโสด

สำหรับการทำ Segmentation นั้น นักการตลาดทั้ง 2 มองว่า ยังมีช่องว่างอีกมากที่นักการตลาดสามารถแบ่งย่อยได้อีก เช่นเดียวกับกลุ่มใหม่ที่เกิดขึ้น อย่างกลุ่ม Massclusivity ซึ่งการสร้าง
แบรนด์ที่ถูกต้อง ต้องให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์ หรือพฤติกรรมการดำรงชีวิต แล้วจับเอาจุดยืนของแบรนด์นั้นเชื่อมต่อเข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งแนวทางของจุดยืนของแบรนด์หรือสินค้าหลักๆ คือ แบรนด์หรือสินค้านั้นมีอะไรที่ชัดเจนที่สามารถจับต้องได้ (Functional) เช่น กระดาษ
ดั๊บเบิ้ล เอ ที่ขายคุณภาพ เป็นกระดาษที่พรินต์แล้วกระดาษไม่ติด จุดยืนนี้ ทำให้ผู้บริโภคจำได้ และเป็นจุดยืนที่ผู้บริโภคสามารถจับต้องได้จริง ส่วนแบรนด์หรือสินค้าที่ไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน ไม่สามารถจับต้องได้ อาจต้องหา Emotional มาเป็นจุดขาย เช่น ยาสีฟันใกล้ชิด ที่ขายเรื่องความขาวของฟัน นั่นก็เป็นขาย Emotional อย่างหนึ่ง

จากผลงานวิจัย และการประยุกต์ใช้กับการตลาด แสดงให้เห็นว่า การสร้างแบรนด์และการวางกลยุทธ์การตลาดในปัจจุบัน ต้องให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์ของผู้ผู้บริโภคมากขึ้น โดยการตลาดและไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคต้องไปด้วยกัน โดยงานวิจัย คือ ตัวช่วยสำคัญ ที่ทำให้นักการตลาด สามารถจับวางสินค้าลงไปหาคนในแต่ละกลุ่มได้อย่างชัดเจน ทำให้การ Segmentation ของสินค้าแม่นยำมากขึ้นนั่นเอง

จาก http://www.thannews.th.com/detialNews.php?id=M2221712&issue=2267

28 January 2008

คนโสด 10 จำพวก

1. คืนนี้ไม่มีดวงดาว (โสดช่างฝัน)
คนโสดประเภทนี้ชื่อก็บอกอยู่ว่าเป็นคนชอบเพ้อ ชอบฝัน ชีวิตเหมือนอยู่ในเทพนิยาย ตลอดเวลา ได้แต่เฝ้ารอคอยว่าวันหนึ่งจะมีเจ้าชาย หรือเจ้าหญิง มารับไปอยู่ในปราสาท คนโสดในกลุ่มนี้มักเป็นคนช่างเลือก และหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง จนบางครั้งลืมมองไปว่าคนอื่นเขาก็อยากเลือกสิ่งที่ดี ที่สุดให้ตัวเองเหมือนกันคนพวกนี้เหมาะที่จะอยู่ในโลกของความฝันมากกว่าโลกของ ความเป็นจริงเพราะว่าชอบคิดเข้าข้างตัวเอง เพ้อฝันไปเรื่อย ไม่มีที่สิ้นสุด คนพวกนี้เลยจัดอยู่ในจำพวกโสดช่างฝันนั่นแหละ เหมาะแล้ว

2. บ้านนี้ไม่มีแมลง (โสดซ่อนกิ๊ก)
คนโสดประเภทนี้ ต้องบอกว่าเป็นคนประเภทโสด แต่ไม่สด พวกนี้เคยมีแฟนหรือเคย มีชีวิตคู่ แล้วต้องกลับมาอยู่เป็นโสด คนโสดประเภทนี้ ถ้าเรามองด้วยตาเปล่าก็จะเหมือนกับคนโสดธรรมดาทั่วไป แต่ถ้าเอากล้องจุลทัศน์มาส่องดูจะเห็นว่าแอบมีกิ๊กซ่ อนอยู่บอกใครก็ไม่ได้เพราะต้องครองสถานภาพโสดทางสังค มเข้าอาการน้ำท่วมปากก็เลยต้องมีคู่แบบหลบซ่อนไปเรื่ อยๆ นี่หละเข้าตำรา โสดซ่อนกิ๊ก

3. ถนนที่ไร้ปลายทาง (โสดป่าเดียวกัน)
คนโสดประเภทนี้ เป็นประเภทไปหลงรักกับพวกผิดฝาผิดตัว ผิดที่ผิดทาง จะว่ากันจริงๆผิดเพศน่าจะตรงกว่า คนพวกนี้ก็จัดอยู่ในพวกคนที่แสนดี เพราะเป็นคนที่เสียสละมากไม่ว่าเขาจะเป็นยังไงก็รัก ทั้งๆ ที่รู้ว่าคนที่ไปรักถูกสาปให้ต้องเป็นแบบนี้ เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะโค่นป่าทั้งป่า ก็คงจะเปลี่ยนให้เขากลับมาชอบเพศตรงข้ามไม่ได้แต่คนโ สดกลุ่มนี้ดูไปแล้วก็น่าอิจฉา เพราะอย่างน้อยก็ยังมีความรักหล่อเลี้ยง ทั้งๆที่รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้แต่ก็ยินดี เรียกได้ว่าเป็นพวกโสดไม่มีที่สิ้นสุด ดีเลิศประเสริฐแท้

4. มันเป็นเรื่องของรอยกงเกวียน (โสดภาคบังคับ)
คนโสดประเภทนี้ไม่ได้มีความอยากอยู่เป็นโสดแม้แต่น้อ ย แต่จำเป็นต้องอยู่เป็นโสดเพราะถูกคนที่มีอิทธิพลต่อช ีวิต หรือจะเรียกว่าผู้มีพระคุณ ตั้งกฎเกณฑ์บังคับให้ต้องอยู่เป็นโสด ถึงแม้ว่าจะพยายามค้นหาและไขว่คว้า หรือจะเอาชนะอย่างไร ก็ไม่อาจจะพ้นจากความโสดได้ จนแล้วจนรอดก็ต้องถูกบังคับให้กลับมาเป็นโสด เหมือนเดิม เฮ้อช่างน่าสงสารจริงๆ

5. กว่าจะถึงเส้นแพ้ (โสดรอด้ายยยย…)
"ไม่เป็นไรรอด้ายยย" เป็นคำพูดติดปากของคนโสดกลุ่มนี้ คนพวกนี้มักพูดว่าไม่เรียกร้อง ไม่ต้องการ ยินดีที่จะมอบความรักไม่หวังผลตอบแทนและก็พร้อมที่จะ เป็นแต่ผู้ให้ เพียงอย่างเดียว จะว่ากันง่ายๆ ก็ไปรักคนที่มีเจ้าของ แล้วก็คิดว่าวันหนึ่งเขาจะทิ้งคนรักของเขามากหาตัวเอ งเพราะความดีที่ทำให้จึงได้แต่พร่ำว่า รอได้ รอได้ มันก็เลยต้องอยู่เป็นโสดเพราะว่ายังไง ก็…รอได้ ไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ตาม แต่่ถ้ามี ความสุขล่ะก็เอาเห๊อะ

6. คนรักช้าง (ทำเป็นโสด)
คนโสดพวกนี้มักจะบอกกับใครๆ ว่าตัวเองโสดอยู่ตลอดเวลา (ทั้งๆ ที่จริงๆ ไม่โสด) อันนี้จะคล้ายๆ กับโสดซ่อนกิ๊ก และก็แฉลบไปโดนกับโสดภาคบังคับอยู่นิดหน่อยเพียงแต่ว ่าที่เขาทำก็ด้วยหน้าที่ ทำให้ต้องอยู่เป็นโสด คนพวกนี้จัดเป็นคนโสด เฉพาะกลุ่มสักหน่อย เพราะจะเป็นคนที่จัดอยู่ในประเภทคนของประชาชน มีคนมามอบความรักมากมายแต่ว่าไม่สามารถมีคนรักเป็นขอ งตนเองได้เพราะกลัวว่าตัวเองจะไม่เป็นที่ยอมรับและก็ต้องมาทำเป็น โสด นี่แหละ เหนื่อยหน่อยนะแต่ถ้าชอบก็เอา

7. แต่งกับความโสด (โสดตัวกินไข่ โสดปลาไหลกินน้ำแกง)
คนโสดประเภทนี้มักมีพฤติกรรมที่เกลียดเพศตรงข้ามจนออ กหน้าออกตา อาจจะด้วย อยู่มานานแล้วไม่มีใครสนใจสักที เลยทำเป็นเกลียด ขยะแขยง จริง ๆ แล้วกลัวเสียฟอร์ม หรือไม่ก็อยากมี…แต่ก็กลัวหรือคิดอีกที อาจจะเคยผิดหวังอย่างแรงทำให้เกลียดเพศตรงข้ามไปเลย แต่ในใจลึกๆ ของคนโสดประเภทนี้ อยากมีคู่มากที่สุด แต่ก็แสดงออกมาในทางตรงกันข้าม เข้าตำรา โบราณที่ว่า เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง เลยต้องอยู่แบบ โสดตัวกินไข่ เพราะคนที่จะเข้ามาก็กลัวคนพวกนี้เหมือนกัน เป็นไงหละเลยโสดเลยเห็นมั้ย (บอกแล้ว)

8. เหมือนดอกไม้ (โสดเสเพลย์ (โสดสราณรมณ์))
คนพวกนี้มักจะรักอิสระ ตามหาความรักและตัวตนไปเรื่อยๆ ไม่ชอบการผูกมัด ยึดติดไม่ยอมลงเอยกับใคร และไม่อยากผูกพันธ์ คนพวกนี้ถือว่าความรักกับเซ็กส์เป็นเรื่องเดียวกัน ก็เลยค้นหาไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอกับคนที่เข้ากันได้จริงๆ แต่คนพวก นี้คงจะลืมไปว่า ไม่มีใครที่จะสมบูรณ์พร้อมไปซะทุกอย่าง มัวแต่ค้น และหาไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่เจอก็อยู่โสดซะดีกว่า จะว่าไปคนโสดพวกนี้ ก็มีความสุขดีที่จะอยู่เป็นโสดนะ เลือกไปเรื่อยเลย

9. ข้าวฟ่างอินเตอร์เน็ต (โสดไม้ไส้ระกำ)
คนโสดพวกนี้ เป็นพวกไม่มีหัวจิต หัวใจ ไม่เคยรักใครนอกจากตัวเอง คนพวกนี้บางทีก็บริหารเสน่ห์ ให้คนมารัก ทั้งที่ตัวเองไม่ได้คิดอะไร ไม่เรียกว่าใจไม้ ใจหิน ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี ส่วนใหญ่คนโสดพวกนี้จะมีหน้าตาเป็นอาวุธ ใครเผลอไปรักเข้าก็ต้องมานั่งเศร้า ตกอยู่ในสภาวะโสดช้ำระกำใจ เพราะไปรักคนที่ไม่มีหัวใจ นี่แหละพวกโสดไม้ไส้ระกำ

10. ยากยิ่งสิ่งเดียว (โสดปอด ปอด)
คนโสดพวกนี้มักจะหลงรักเพื่อนตัวเอง แต่ว่าไม่กล้าบอกเพราะกลัวว่าจะเสียความเป็นเพื่อนไป เอาแต่ลังเล จดๆ จ้องๆ ไม่กล้าอยู่นั่นแหละ ได้แต่แอบรัก แอบมอง แอบหวังดีแถมไล่ให้ไปรักคนอื่นก็ไม่ไป จะให้พูดก็ไม่ยอมเหมือนกัน กลัวไปหมด เฮ้อ! ใจปลาซิวแท้ ๆ แบบนี้ไง ถึงได้เรียกว่าโสด ปอด ปอด

อ้างอิง : http://www.notebookspec.com/forum/showthread.php?t=2301

คนโสด.com