Showing posts with label ข่าว. Show all posts
Showing posts with label ข่าว. Show all posts

16 June 2009

ตลาดคนโสด

ตลาดคนโสด

นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา พฤษภาคม 2552
http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=79409


ในอดีตคนส่วนใหญ่จะเลือกซื้อบ้านมากกว่าคอนโดมิเนียม แต่หลังจากวิถีชีวิตเปลี่ยนไป คนวัยทำงานเริ่มแต่งงานน้อยโดยเฉพาะคนโสดเลือกอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียม มากกว่า

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมผู้ซื้อคอนโดมิเนียม และผู้ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมภายในเวลา 1 ปี โดยเลือกสำรวจคอนโดมิเนียมในรัศมี 2 กิโลเมตรจากแนวรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลพบว่า ส่วนใหญ่เป็นตลาดคนโสดที่มีรายได้ 2-4 หมื่นบาท

ศูนย์ข้อมูลฯ ได้ว่าจ้างบริษัท มาร์เก็ตติ้งมูฟ จำกัด สำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 420 คนในช่วงปลายปี 2551 แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มที่ได้ซื้อคอนโดมิเนียมแล้ว 205 ราย และกลุ่มที่สนใจจะซื้อคอนโดมิเนียมภายใน 1 ปี จำนวน 215 ราย

กลุ่มที่ได้ซื้อคอนโดมิเนียมแล้วในช่วงเวลาไม่เกิน 1 ปีที่ผ่านมา เป็นกลุ่มที่ซื้อคอนโดมิเนียมในราคาไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท และซื้อในช่วงเวลาไม่เกิน 1 ปี นับจากวันที่สำรวจจากแบบสอบ ถามผู้ซื้อจำนวน 205 ราย พบว่าเป็นคนโสดร้อยละ 54 มีช่วง อายุ 25-34 ปี ทำงานบริษัทเอกชนร้อยละ 41 รายได้ส่วนตัวเฉลี่ย 2-4 หมื่นบาท จำนวนร้อยละ 61

คนโสดเหล่านี้จะซื้อคอนโดมิเนียมในราคา 1.6-2 ล้านบาท และซื้อห้องขนาด 30.5-40 ตารางเมตร มีพื้นที่ใช้สอย 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ โดยศึกษาข้อมูลจากแผ่นพับประชาสัมพันธ์

ส่วนกลุ่มที่สนใจจะซื้อคอนโดมิเนียมภายใน 1 ปี จำนวน 215 ราย เป็นกลุ่มคนโสดที่มีช่วงอายุระหว่าง 25-34 ปี และมีรายได้เท่ากับกลุ่มที่ได้ซื้อคอนโดมิเนียมไปแล้ววิถีชีวิตของกลุ่มคน โสดเปลี่ยนไปโดยเลือกพักอาศัยอยู่ใกล้สำนักงานหรือใกล้รถไฟฟ้าใช้เวลาเดิน ทางไม่เกิน 30 นาที

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศรัณยพงศ์ เที่ยงธรรม ผู้จัดการศูนย์ที่ปรึกษาทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ บอกว่ากลุ่มตัวอย่างของผู้สำรวจส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในห้องเช่าประเภทแฟลตหรือ อพาร์ตเมนต์ เป็นกลุ่มที่ยังไม่มีหน่วยงานวิจัยเคยสำรวจมาก่อน

สำหรับภาระค่าใช้จ่ายหลักๆ ของผู้ซื้อคอนโดมิเนียมมีค่าใช้จ่ายส่วนตัวร้อยละ 50-60 ที่เหลือเป็นภาระเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัว ร้อยละ 10 มีเงินฝากประมาณ 5 หมื่นถึง 2 แสนบาทขึ้นไป แต่กลุ่มที่ซื้อคอนโดมิเนียมไปแล้วมีเงินเก็บสูงถึงระดับ 5 แสนบาท เก็บจากเงินฝาก 100% ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการลงทุนประเภทอื่น ได้แก่ RMF/LTF หรือลงทุนในหุ้น พันธบัตร ทองคำ หรืออสังหาริมทรัพย์ แม้ว่าจะสามารถนำไปหักภาษีได้ก็ตาม

นอกเหนือจากเป้าหมายหลักในการซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย แต่จากสถานการณ์น้ำมันแพง ทำให้ตลาดคอนโดมิเนียมคึกคักจึงทำให้ผู้ซื้อบางส่วนหวังขายต่อหรือปล่อยให้ เช่า เพราะมองว่าเป็นการลงทุนที่ดีสำหรับอนาคต

สำหรับวิธีการชำระเงิน ผู้ซื้อจะยืมเงินผู้อื่นเพื่อวางดาวน์ส่วนการโอนยังคงใช้เงินกู้จากสถาบัน การเงิน ดังนั้นมาตรการภาครัฐจึงเป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียม เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ขึ้น-ลงมีผลต่อการตัดสินใจในการซื้อเป็นอย่างมาก

อย่างเช่นกรณีคำถามของศูนย์ข้อมูลฯ เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยหากขึ้นร้อยละ 10 กว่า ผลสำรวจพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามกว่าครึ่งหนึ่งตัดสินใจที่จะหยุดซื้อ คอนโดมิเนียม

ตลาดคนโสดเป็นตลาดที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คงจะไม่สามารถมองข้ามได้อีก ต่อไป เพราะเป็นกลุ่มที่มีเงิน มีการศึกษาและไม่มีภาระเรื่องครอบครัว

24 October 2008

Korea : ตลาดท่องเที่ยวเกาหลีปรับทิศจับคนโสด-คานทอง


Korea : ตลาดท่องเที่ยวเกาหลีปรับทิศจับคนโสด-คานทอง

** กรุงเทพธุรกิจ

** 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 08:15:00

คาด นักท่องเที่ยวเกาหลีมาไทยปี 51 เพิ่ม 10% กว่า 1.26 ล้านคน ทำรายได้ท่องเที่ยว 3.9 หมื่นล้านบาท กลุ่มคนโสด-คานทอง สัดส่วนสูงสุด แซงกลุ่มฮันนีมูน

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : เกาหลีใต้เป็นตลาดท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างรวดเร็วจากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น ของประชาชน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้เดินทางไปยังต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อ เนื่อง ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้นิยมเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวระยะใกล้ใน เอเชีย ทำให้นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้กลายเป็นตลาดนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่มี บทบาทสำคัญต่อการท่องเที่ยวของประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชีย โดยไทยนั้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับสามของนักท่องเที่ยวชาวเกาหลี ใต้ รองจากจีนและญี่ปุ่น ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้นั้นทวีบทบาทสำคัญต่อการท่องเที่ยวของไทย มากขึ้นเป็นลำดับ ปัจจุบันจำนวนนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมาก เป็นอันดับ 3 รองจากมาเลเซียและญี่ปุ่น

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด คาดว่าในปี 2551 จะมีนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.0 จากปี 2550 โดยมีจำนวนประมาณ 1.26 ล้านคน และสร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยวให้แก่ประเทศไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.8 เป็นมูลค่า 39,600 ล้านบาท

กลุ่มนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ที่เดิน ทางมาท่องเที่ยวในไทยประมาณร้อยละ 90.0 เดินทางมาเพื่อพักผ่อน และประมาณร้อยละ 5.0 เดินทางมาเพื่อติดต่อธุรกิจการค้าและการลงทุน ที่เหลืออีกประมาณร้อยละ 5.0 ส่วนหนึ่งเป็นการเดินทางไปมาสำหรับชาวเกาหลีใต้ที่พักอาศัยอยู่ในไทย หรือชาวเกาหลีใต้ที่เข้ามาทำงานหรือศึกษาต่อในไทย รวมทั้งกลุ่มที่เดินทางเพื่อเข้าร่วมประชุมสัมมนาระหว่างประเทศ ซึ่งกลุ่มนี้นับว่าเป็นกลุ่มที่น่าจับตามอง เนื่องจากยังมีโอกาสขยายตัวอีกมากตามนโยบายของรัฐบาลที่จะเจาะขยายตลาดการ จัดประชุมสัมมนา

ประเด็นที่น่าสนใจคือ นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ที่เดินทางมายังประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยว หน้าใหม่ที่ยังไม่เคยเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยมาก่อน จึงนิยมเดินทางมากับบริษัทนำเที่ยวในลักษณะกรุ๊ปทัวร์ อย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้กลุ่มเที่ยวซ้ำหรือกลุ่มที่เคยเดินทางมา ไทยแล้ว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวมีการขยายตัวอย่างน่าจับตามอง

อย่าง ไรก็ตาม การขยายตลาดนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้นั้นต้องเน้นการเจาะขยายตลาดนักท่อง เที่ยวเฉพาะกลุ่ม โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ที่น่าสนใจ แยกพิจารณาได้ ดังนี้

1.กลุ่มนักท่องเที่ยววัยคานทองและกลุ่มคนโสดช่วงอายุ ระหว่าง 25-40 ปี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง โดยในจำนวนนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ที่มาเที่ยวเมืองไทยปี 2549 ประมาณ 1.16 ล้านคน เป็นนักท่องเที่ยววัยคานทองประมาณ 4 แสนคน คิดเป็นกว่าร้อยละ 40.0 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด และคาดว่าปี 2550 จะเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อยร้อยละ 5.0 ในปี 2551 ททท.ตั้งเป้าเร่งขยายฐานกลุ่มตลาดคานทองและคนโสดทั่วไปเพิ่มอีกร้อยละ 10.0 โดยคาดว่านักท่องเที่ยวกลุ่มนี้สร้างรายได้กว่า 15,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 40.0 ของเป้ารายได้ตลาดนักท่องเที่ยวรวมทั้งหมดในปี 2551 ที่ททท.ตั้งเป้ารายได้ไว้ 40,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สำนักงานการท่องเที่ยวต่างชาติ 25 ประเทศ ที่อยู่ในเกาหลีใต้ต่างก็หันแข่งขันกันชิงลูกค้าตลาดคานทองกันมากขึ้นตาม ลำดับ จึงเป็นโอกาสดีที่ไทยควรจะเร่งปรับกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับทิศทางใหม่ ที่เน้นนักท่องเที่ยวกลุ่มวัยคานทองและกลุ่มคนโสด

2.กลุ่มคู่แต่ง งานใหม่หรือกลุ่มคู่ฮันนีมูน ประเทศไทยได้รับความสนใจจากคู่แต่งงานชาวเกาหลีใต้ โดยเฉพาะรายการฮันนีมูนที่ภูเก็ตในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นของไทยที่เป็นที่นิยมเช่นกันจากคู่แต่ง งานชาวเกาหลี ได้แก่ หัวหิน พัทยา และกระบี่ กำลังซื้อกลุ่มนี้สูงเป็นอันดับต้นๆ มีปีละ 3.5 แสนคู่ เลือกมาฮันนีมูนในไทยถึง 1 ใน 3 อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปี 2550 ตลาดฮันนีมูนเริ่มชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัดเหลือเพียง 1.4 แสนคู่ โดยตลาดที่กำลังมาแรงคือกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เป็นคนโสด

3.นักท่อง เที่ยวเฉพาะกลุ่มอื่นๆ นักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มของเกาหลีใต้นับเป็นอีกตลาดหนึ่งที่มีการขยายตัวที่ น่าสนใจ แม้ว่าในปัจจุบันยังเป็นกลุ่มเล็กก็ตาม โดยเฉพาะตลาดทัวร์กอล์ฟ และตลาดประชุมสัมมนาแหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวชาวเกาหลี ใต้ในไทย(ไม่รวมกรุงเทพฯ) คือ พัทยา สมุย ภูเก็ต เชียงใหม่ กระบี่ และเกาะช้าง อย่างไรก็ตาม ถ้าแยกพิจารณาตามกลุ่มของนักท่องเที่ยวแล้วจะเห็นว่า กลุ่มที่เป็นคู่แต่งงานใหม่หรือคู่ฮันนีมูนส่วนใหญ่จะนิยมแพ็กเกจเที่ยวชาย ทะเล เช่น ภูเก็ต พัทยา กระบี่ หัวหิน ชะอำ เกาะช้าง เกาะสมุย เป็นต้น นอกจากแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลแล้ว นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้นิยมมาท่องเที่วงานเทศกาลประเพณีไทย โดยเฉพาะงานสงกรานต์ และงานลอยกระทง

ปัจจัยหนุนการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ ประกอบด้วย

1. ปี 2551 ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบความสัมพันธ์ไทย-เกาหลีใต้ครบ 50 ปี กระทรวงการต่างประเทศ และสถานทูตไทยในเกาหลีใต้ เริ่มนำร่องเจรจาฉลองความสัมพันธ์ยิ่งใหญ่โดยใช้การท่องเที่ยวเป็นกลยุทธ์ 3 โครงการ ประกอบด้วย การนำโรงแรมที่พักชั้นนำของประเทศให้นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ได้เลือกใช้ ห้องพักระดับดีที่สุด 50 แห่ง การจัดทำโครงการประกวดภาพแหล่งท่องเที่ยว 50 ช่างภาพ และการจัดทำUser Creative Contest : UCC ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยการขายผ่านบล็อกในเว็บไซต์ยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ชื่นชอบ โดยการเขียนความประทับใจและการค้นหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในประเทศไทย นับเป็นแรงผลักดันส่วนหนึ่งให้สถานที่ท่องเที่ยวเมืองไทยติดอันดับ 1 ใน 3 ของPortal Website ในเกาหลีใต้

2.การขยายตัวของตลาดนักท่องเที่ยว เฉพาะกลุ่ม นโยบายขยายตลาดท่องเที่ยวในปี 2551 ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หันมาเน้นตลาดนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มมากขึ้น โดยนักท่องเที่ยวเหล่านี้เป็นนักท่องเที่ยวซึ่งมีกำลังซื้อสูง และมีลู่ทางขยายตัวได้อีกมาก โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว ตลาดคู่แต่งงานใหม่ ตลาดนักกอล์ฟ และตลาดนักท่องเที่ยวเยาวชน

3. นักท่องเที่ยวนอกฤดูกาล นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้เป็นตลาดเป้าหมายสำคัญของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เนื่องจากนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้นิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยใน ช่วงนอกฤดูการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมของทุกปี

4. การส่งเสริมด้านการตลาดอย่างต่อเนื่อง สำนักงานที่กรุงโซลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับพันธมิตรได้ดำเนินกิจกรรมทางการตลาดเชิงรุกเพื่อดึงนักท่องเที่ยว เกาหลีใต้มาเที่ยวไทย โดยเฉพาะการโฆษณาร่วมกับสื่อออนไลน์ ซึ่งได้รับความนิยมในอันดับต้นๆ ทำให้สามารถเข้าถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว

5.ความสะดวกในการเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย จากการเพิ่มเที่ยวบินของทั้งสายการบินไทย และสายการบินของเกาหลีใต้(ทั้งสายการบินโคเรียนแอร์ และสายการบินเอเชียนา) ขณะนี้มี 3 สายการบิน ทำเที่ยวบินประจำเช่าเหมาลำ (Charter Scheduel) ได้แก่ สายการบินโคเรียนท์ แอร์ไลน์ บินชาร์เตอร์ 2 เดือนระหว่างกรกฎาคม-สิงหาคม เส้นทางไป-กลับ โซล-อู่ตะเภา 4 เที่ยว/สัปดาห์ บรรทุกผู้โดยสารเข้ามาเที่ยวละ 276 คน สายการบินสกายสตาร์ บินชาร์เตอร์ประมาณปีละ 6 เดือน โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคม เส้นทางโซล-ภูเก็ต 5 เที่ยว/สัปดาห์ และสายการบินโคเรียนท์ แอร์ไลน์ กำลังได้รับการผลักดันจากบริษัทตัวแทนจัดนำเที่ยวเกาหลีใต้ 5 ราย คาดว่าจะเริ่มให้บริการบินชาร์เตอร์ ปลายกรกฎาคม 2551 นี้ ไป-กลับโซล-กระบี่ ซึ่งเส้นทางนี้ ททท.กำลังผลักดันให้เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ให้เป็นเส้นทางใหม่รองรับตลาดคู่ฮันนีมูนเกาหลีใต้ที่สนใจเดินทางมาใช้จ่าย เงินในเมืองไทย

นอกจากนี้การที่เมืองอินชอน(Incheon) ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของกรุงโซลมีแผนจะใช้สนามบินระหว่างประเทศเพื่อเป็นฐาน สำหรับสายการบินต้นทุนต่ำ โดยมีการเซ็นสัญญาร่วมทุนกับไทเกอร์แอร์เวย์ ซึ่งสายการบินต้นทุนต่ำที่ถือหุ้นโดยสิงคโปร์แอร์ไลน์เปิดเส้นทางการบินไป ยังเกาหลีใต้ การเปิดเส้นทางการบินระหว่างประเทศสายการบินต้นทุนต่ำนับเป็นปัจจัยบวกที่ สำคัญที่จะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

จาก ความพยายามในการกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวหลักในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งรวมถึงเกาหลีใต้ของภาครัฐและภาคเอกชน เนื่องจากนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมีการขยาย ตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทย เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ซึ่งไทยยังมีโอกาสในการเจาะขยายตลาดเพื่อดึงนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้มาท่อง เที่ยวยังประเทศไทยเพิ่มขึ้นได้อีก โดยนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้นั้นเป็นนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง สามารถช่วยเพิ่มพูนรายได้ด้านการท่องเที่ยวของไทยได้อย่างรวดเร็วและโดยต่อ เนื่อง

09 February 2008

สกู๊ปบันเทิง : "เพลงคนโสด" มาแรง จริงหรือ "คนไร้คู่" ล้นเมือง?!


สกู๊ปบันเทิง : "เพลงคนโสด" มาแรง จริงหรือ "คนไร้คู่" ล้นเมือง?

ที่ผ่านมาเพลงรักประเภท "อกหักกระชากใจ" สามารถครองความนิยมจากคนฟังได้ทุกยุคสมัย แต่หากสังเกตให้ดี ในช่วง 1-2 ปีนี้ เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความเหงา คนโสด มาแรงไม่แพ้กัน ยิ่งเพลงนั้นบรรยายความเหงา อ้างว้างได้จับใจเท่าไร ยิ่งได้ใจคนฟังมากเท่านั้น

เริ่มจากเพลง "แอบเหงา" ของ "เสนาหอย" เกียรติศักดิ์ อุดมนาค ที่บรรยายถึงคนในสังคมเมืองหลวงที่แม้จะอยู่ท่ามกลางความเจริญ และผู้คนมากมาย ก็ยังแอบเหงาได้ทุกเวลา

ใครจะเชื่อว่าเพลงที่มีเนื้อหาง่ายๆ ใช้สำเนียงการร้อง และภาษาธรรมดาเพลงนี้ จะกลายเป็นเพลงที่ฮิตที่สุด รวมทั้งขายดิบขายดีจนผู้บริหารค่ายยักษ์ใหญ่ต้องหันมามอง

แน่นอนว่าค่ายเพลงเล็กๆ อย่าง "ลักษ์ มิวสิค" ของพิธีกรอารมณ์ดีอย่างเสนาหอย ย่อมมีสายป่านที่ยาวขึ้นอีกมากมาย เพราะผลกำไรที่เกินความคาดหมายจากเพลงเหงาๆ เพลงนี้

"ที่เพลงนี้ได้รับความนิยมเพราะมันไปตรงกับชีวิตของหลายคน ไม่ใช่ผมคนเดียว แสดงให้เห็นว่ายังมีคนอีกมากที่ยังแอบเหงาอยู่ในสังคมเมืองแบบนี้" เสนาหอย ให้สัมภาษณ์

หากย้อนไปเมื่อปี 2546 เพลง "เหงา" ก็ทำให้ชื่อของวง "พีซเมคเกอร์" แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวเหมือนกัน โดยเนื้อหาของเพลงนี้ไม่มีอะไรมากมายไปกว่าการพรรณาขยายความ คำว่าเหงา แต่ด้วยเสียงร้องโทนสูงอันเป็นเอกลักษณ์ของ "บอย" อนุวัฒน์ สงวนศักดิ์ภักดี และการวางแผนการตลาดของทีมสร้างสรรค์ ที่ปล่อยเพลงนี้ออกมาช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ทำให้เพลงนี้โดนใจคนเหงาๆ ในช่วงอากาศหนาวๆ ได้อย่างไม่ยากเย็น

มาต่อกันที่ศิลปินสาว "ปาน" ธนพร แวกประยูร ที่มีเพลง "เหงาเข้าใจ" ซึ่งได้รับความนิยมในระดับที่ดีตามมาตรฐานของเธอ ซึ่งนักร้องสาวจากค่ายอาร์เอสแสดงความคิดเห็นต่อเพลงที่พูดถึงคนไร้คู่ได้อย่างน่าฟังว่า

"ความจริงแล้วคนโสดโดยเฉพาะผู้หญิงมีอยู่มากมานานแล้ว แต่ปัจจุบันนี้สังคมเปิดเผยมากขึ้น และผู้หญิงในยุคใหม่ก็มีความสามารถเลี้ยงดูตัวเอง หรือทำอะไรได้มากมายจนเป็นที่ยอมรับ ทำให้เรื่องราวแบบนี้ถูกนำมาบอกเล่าเป็นเพลงมากกว่าสมัยก่อน

อย่างเพลงของปานจะบอกว่าอยู่คนเดียวมันก็เหงา แต่มันก็ดีกว่าจะให้คนไม่ดีเข้ามาในชีวิตเรา หากไม่มีคนที่รักเราจริงก็ขออยู่คนเดียวจะมีความสุขกว่า"

ล่าสุดอัลบั้ม สลีปเลส โซไซตี้ ของ "หนึ่ง" ณรงค์วิทย์ เตชะธนะรัตน์ ก็ส่งเพลงเหงาๆ มาเอาใจคนไร้คู่ โดยเฉพาะกับเพลง "หมอนสองใบกับใจเหงาๆ" และ "รักตัวเองให้เป็น" ซึ่งเขากล่าวถึงเพลงของตัวเองว่า

"ผมไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องของกระแส แต่เป็นเรื่องบังเอิญมากกว่าที่มีเพลงของคนโสดมากขึ้นในช่วงนี้ ตามความเห็นของผมเพลงที่เกี่ยวกับความเหงา จะเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของคนได้กว้างและจำนวนมากกว่า เพลงแนวอกหัก

เพราะความเหงาสามารถเกิดได้กับทุกคน นั่งเฉยๆ ก็อาจจะรู้สึกเหงาขึ้นมาได้ โดยเฉพาะคนเมืองในยุคนี้ ที่จะมีคนเหงาๆ ซ่อนอยู่เป็นจำนวนมาก เพราะอาจจะต้องจากบ้านจากที่รักมาใช้ชีวิตประจำวันที่สับสนวุ่นวายในเมืองใหญ่ แต่ภาวะการอกหักอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน และผมคิดว่าเพลงอารมณ์เหงา หรือเพลงคนโสดก็ยังจะได้รับความนิยมต่อไปเรื่อยๆ ตราบใดที่ยังมีคนเหงาอยู่"

นอกจากนี้ยังมีเพลงอื่นๆ ที่บอกเล่าถึงความเหงาของคนไม่มีคู่ อาทิ เพลง "อิจฉา" ที่ทำให้ชื่อของนักร้องหน้าใหม่อย่าง "ศร" ศรศักดิ์ สวนแก้ว เป็นที่รู้จักในเวลาอันรวดเร็ว หรือแม้แต่กลุ่มนักร้องประสานเสียงอย่าง อะแคปเปลล่า เซเว่น ก็เปิดตัวด้วยเพลง "ปี 1 2 3" เพลงคนโสดในมุมมองการนำเสนอที่สนุกสนาน ทำให้การกลับมาของพวกเขาครั้งนี้ดูจะคึกคักกว่าอัลบั้มแรก

แม้กระทั่งศิลปินชื่อดังอย่าง "เบิร์ด" ธงไชย แมคอินไตย์ ก็เคยมีเพลงดังเกี่ยวกับคนไร้คู่มาแล้ว คือเพลง "คนไม่มีแฟน" ขณะที่ บอย โกสิยพงษ์ ก็เคยแต่งเพลง "ใคร" ให้ "ป๊อด" โมเดิร์นด็อก ร้องจนดังระเบิดมาแล้ว

จากเพลงที่กล่าวมานี้ทำให้เห็นได้ชัดว่า เพลงของคนไร้คู่ควง และอยู่ในอารมณ์เหงามาแรงแซงทางโค้งจริงๆ !!จาก คมชัดลึก วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2548

http://www.komchadluek.net/news/2005/04-08/ent-16945739.html

30 January 2008

'ผ่า DNA วิถีชีวิตครอบครัวไทย'

ประยุกต์ใช้ให้เกิดผลกับการตลาด การทำ Segmentation เจาะกลุ่มเป้าหมายแบบแยกย่อยละเอียดยิบ ตามความต้องการและพฤติกรรมการดำรงชีวิต (Life Style) ถือเป็นแนวทางที่นักการตลาดให้ความสำคัญมาก และนับวันจะมากยิ่งขึ้น เนื่องจากแข่งขัน และพฤติกรรมการบริโภคที่หลากหลาย ดังนั้น การวางแผนการตลาดอะไรสักอย่างหนึ่ง งานวิจัยจึงเข้ามามีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง กับการ Segmentation กลุ่มผู้บริโภค

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดย รศ.ดร.ศิริลักษณ์ โรจนะกิจอำนวย รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.ดร.วิทวัส รุ่งเรืองผล, อาจารย์วิทยา จารุวงศ์โสภณ และอาจารย์ปิติพีร์ รวมเมฆ คณาจารย์จากภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมกับทางหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ จัดทำงานวิจัยด้านวิชาการ เรื่อง "ผ่า DNA วิถีชีวิตครอบครัวไทย" ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจมาตั้งแต่กลางปี 2548 ถึงประมาณกลางปี 2549

คนโสดใช้เงินกับการพักผ่อนน้อย

เนื้อหาของงานวิจัยพูดถึง พฤติกรรมของคนไทยกับชีวิตคู่ ชีวิตโสด และการมีครอบครัว รวมทั้งพฤติกรรมการดำรงชีวิต และพฤติกรรมการใช้จ่ายของทั้งคนโสด และคนมีครอบครัว อาจารย์วิทวัส ได้พูดถึงภาพรวมจากการศึกษาเฉพาะครอบครัวที่เป็น traditional มีการพัฒนาโมเดลใหม่ โดยฐานครอบครัวไทยสามารถแยกได้เป็น 3 ช่วงหลักๆ คือ 1.ช่วงโสด อยู่คนเดียว โคจรจนกระทั่งมาเจอคู่ใจ เรียกว่า ไลฟ์พาร์ตเนอร์ จะแต่งงานกันหรือไม่ ไม่สำคัญ 2.ช่วงคู่ชีวิต เริ่มมีลูก และ 3.ช่วงครอบครัวครบครัน มีจุดเปลี่ยนหลายจุดที่ทำให้กลับมาใช้ชีวิตแบบโสดหรือคู่ชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับช่วงโสด แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1. โสดแท้ ความสุขมาจากวัตถุล้วนๆ พออายุ 32 ปี เริ่มคิดว่าการแต่งงานไม่จำเป็น และจะเปลี่ยนจากการใช้ความสุขนอกบ้าน ย้อนกลับมาหาความสุขในบ้าน การทำงานจะเพิ่มถึงระดับ 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สังเกตได้จากผู้บริหารส่วนใหญ่จะเป็นคนโสด จำนวนเวลาในการทำงานจะเพิ่มขึ้นตามอายุ ประเภทที่ 2 คือ โสดเทียม เป็นลักษณะของคนที่แต่งงานมีลูก แต่ทำตัวเหมือนโสด ให้เวลากับครอบครัวน้อย พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ในครอบครัวที่มีลูกมากกว่า 6 ปีจะมีโสดเทียมเยอะ ความสุขที่สุดคือการที่มีชีวิตนอกบ้าน และโสดประเภทที่ 3 โสดหม้าย คนกลุ่มนี้จะเหงา ขาดที่พึ่งทางใจ ความสุขจะมาจาก ศาสนา ลูกหลานและความพอเพียง สิ่งที่อยากได้ที่สุดคือความมีสุขภาพดี

พฤติกรรมของคนโสดส่วนใหญ่ จะยึดตัวเองเป็นตัวตั้ง ตัดสินใจค่อนข้างเร็ว รักอิสระ พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของคนโสด สำหรับคนโสดในช่วงอายุ 18 - 37 ปี จะเน้นหนักไปที่สินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่ใช้จ่ายไปกับการพักผ่อนน้อยมาก ซึ่งจะสอดคล้องกับเวลาการทำงานที่เพิ่มมากขึ้น คนโสดจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในด้านสังคมหรือค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูพ่อแม่จะเพิ่มขึ้นมากกว่าในช่วงอายุอื่นๆ และค่าใช้จ่ายในเรื่องรถยนต์หรือบ้านจะสูงในช่วงอายุ 28-32 ปี

ประกัน-สุขภาพขาดดีกับกลุ่มชีวิตคู่

ส่วนช่วงชีวิตคู่ แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือ ช่วงคู่รัก เพิ่งแต่งงาน เป็นช่วงเริ่มต้นของชีวิตคู่ ซึ่งจะมีทั้งการแต่งเข้าบ้านผู้ชาย หรือการแต่งออก แยกออกมาสร้างครอบครัวตามลำพัง พฤติกรรมของคู่รัก เพิ่งแต่งงาน คือ ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น ทั้งการดูแลค่าใช้จ่ายในบ้าน ส่วนการดำรงชีวิต จะให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมร่วมกัน ลดกิจกรรมที่ทำคนเดียวลง คนกลุ่มนี้จะเที่ยวเยอะ เพราะยังไม่มีลูก ทัศนคติในการใช้ชีวิต จะมุ่งมั่นกับการทำงาน โดยเฉพาะผู้ชายคิดว่าตัวเองเป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องการงานที่มั่นคง ทำประกันชีวิตเพื่อลดความเสี่ยง ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ ทั้งตนเองและครอบครัว สนใจอาหารเสริม ชอบทำประกันสุขภาพ เป้าหมายในชีวิต และความสุขคือการสร้างครอบครัว ซึ่งจะหมายถึงครอบครัวของตัวเองและคู่สมรส ให้ความสำคัญต่อปัจจัยทางด้านจิตใจมากกว่าทางด้านวัตถุ

ช่วงที่ 2 คือ ช่วงคู่แท้ ผู้ที่จะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต ช่วงคู่แท้จะไม่ต่างจากกลุ่มคู่รักมากนัก เพียงแต่จะมีอายุมากขึ้น ปลอดภาระเรื่องบุตร เพราะบุตรโตแล้ว ดังนั้นจะกลับมาใช้ชีวิตเหมือนกับคนที่เพิ่งจะแต่งงานและยังไม่มีลูก กิจกรรมจะเป็นกิจกรรมที่จะทำร่วมกัน ใช้เวลาว่างร่วมกัน กลับมาชอบท่องเที่ยวเพราะว่าปลอดภาระเรื่องบุตร โดยการไปเที่ยวจะเยอะกว่าช่วงคู่รัก เพราะว่าช่วงคู่รักยังทำงานอยู่ การออมจะออมเพื่อใช้ในบั้นปลาย ความสุขจะอยู่ที่การมีสุภาพดี การซื้อประกัน ความสุข คือ การมีชีวิตที่อบอุ่นมีลูกหลาน ซึ่งจะแตกต่างกับกลุ่มคนโสด จะให้ความสำคัญกับอิสระหรือสิ่งที่ตัวเองชอบ

ช่วงสุดท้าย คือ ช่วงครอบครัวครบครัน (พ่อ แม่ ลูก ) แยกเป็น 4ประเภท คือ ครอบครัวอบอุ่น, ครอบครัวห่างเหิน, ครอบครัวที่พ่อแม่อบอุ่นแต่ลูกห่างเหิน จะพบบ่อยเมื่อลูกย่างเข้าสู่วัยรุ่น และครอบครัวพ่อแม่ห่างเหิน แต่ลูกอบอุ่น จะพบมากตอนพ่อแม่เกษียณ จากการวิจัยพบว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเยอะ คือ ตอนมีลูก มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ผู้หญิงจะเปลี่ยนมากกว่าผู้ชาย ทั้งในเรื่องสรีระ เพราะท้อง ทำให้ร่างกายอ้วนขึ้น เป็นโอกาสของสถานลดความอ้วน หรือผู้หญิงอาจจะต้องลาออกเพื่อมาดูแลลูก และจากการวิจัยพบว่าช่วงแรกผู้หญิงจะคิดว่าจะออกจากงานมาดูแลลูกเพียงแค่4 - 5ปีก็จะกลับไปทำงานเหมือนเดิม แต่พอเอาเข้าจริงพบว่าโอกาสการกลับเข้าไปทำงานประจำเหมือนเดิมน้อยมาก ดังนั้น อาชีพเสริม จึงเป็นทางเลือกที่ดี เช่น ธุรกิจขายตรง การรับแปลเอกสาร

พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอย ในช่วงที่ลูกยังเด็กจะไม่ค่อยเที่ยว เพราะไม่สะดวก และสิ้นเปลืองมาก ธุรกิจคนกลุ่มนี้ใช้บริการน้อย คือ โรงภาพยนตร์ ส่วนธุรกิจที่ดีคือหนังแผ่น เครื่องเล่น และโฮมเธียเตอร์ เพราะผู้บริโภคต้องการใช้เวลาอยู่กับบ้าน และประหยัด ส่วนธุรกิจเสริมสวย สปา ในช่วงลูกอ่อนจะใช้บริการน้อย แต่เมื่อลูกโตขึ้นแล้วกิจกรรมเหล่านี้จะได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะมีเวลา นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนเกี่ยวกับบ้านค่อนข้างเยอะ รวมทั้งมีการออม เพิ่มหลักประกันในชีวิต ทำประกันชีวิต และเสียค่าใช้จ่ายไปกับบุตรมากขึ้น เช่น การเปิดบัญชีเพื่อการศึกษาบุตร และการหาโรงเรียนสอนภาษา โรงเรียนสอนกีฬา

ประยุกต์ใช้ผลงานวิจัยกับการตลาด

จากผลงานวิจัย แดน ศรมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟาร์อีส ดีดีบี จำกัด (มหาชน) และ กาญจน์ ขจรบุญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการบัตรเครดิตเคทีซี ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ผลงานวิจัยกับการตลาดไว้ว่า ในงานวิจัยชิ้นนี้ มีประโยชน์กับการตลาดมาก เพราะสามารถทำให้รู้ถึง Segmentation ของครอบครัว และวิถีชีวิตคนไทยว่าเป็นอย่างไร เป็นงานวิจัยที่เฉพาะเจาะจงกับพฤติกรรมของคนไทย ช่วยให้เกิดความเข้าใจผู้บริโภคได้มากขึ้น และเป็นประตูสำคัญที่จะทำให้นักการตลาดเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคคนไทยได้

ตัวอย่างเช่นผลการวิจับพฤติกรรมคนโสด พบว่าเป็นกลุ่มที่มีกำลังการซื้อสูง การตัดสินใจอยู่ที่ตัวเอง และความสนใจในการใช้จ่าย จะมีความหลากหลายมาก โดยมีรายได้และไลฟ์สไตล์เป็นตัวกำหนด กลุ่มสินค้าที่กลุ่มคนโสดเลือกซื้อ จะมีตั้งแต่ สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อสังหาริมทรัพย์ บัตรเครดิต ซึ่ง เคทีซี ให้ความสำคัญกับกลุ่มคนโสดนี้เช่นกัน โดยศึกษาพฤติกรรมว่า กลุ่มคนโสดต้องการบัตรประเภทไหน ใช้งานอย่างไร เคทีซี จึงมีดีไซน์ของบัตรออกมาหลายรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม ในความหลากหลายนั้น สิ่งหนึ่งที่คนโสดต้องการคือ ความเป็นเอกสิทธิ์แบบส่วนตัวที่มีความเป็นแมส (Massclusivity) ซึ่งความต้องการนี้ เกิดจากวิถีชีวิตแบบคนเมือง (Urban Life) ที่ต้องการสร้างความแตกต่างให้กับตัวเอง สร้างความเป็นเอกลักษณ์ในตัวเอง โดยสินค้าที่เลือกใช้ ไม่ใช่สินค้าแพงเลิศหรูจนจับต้องไม่ได้ แต่เป็นสินค้าคุณภาพ เช่น เครื่องเล่นเอ็มพี 3 สำหรับคนกลุ่มนี้แล้ว ธรรมดาเกินไป ต้องเป็นไอพ้อด ซึ่งจริงๆ ไอพ้อดก็คือเครื่องเล่นเอ็มพี 3 ประเภทหนึ่ง แต่เป็นอะไรที่มากกว่า ดูมีระดับ ดูมีคุณภาพกว่า เป็นต้น

ดังนั้น เงินสำหรับคนกลุ่มนี้ไม่ใช่มีไว้เพื่อหาซื้อของเพื่อความสะดวก หรือ สินค้าทั่วๆ ไปเท่านั้น แต่สิ่งที่หาซื้อมา ต้องแสดงให้คนอื่นยอมรับได้ด้วยว่า เขามีความแตกต่างไม่เหมือนอื่น มีความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งตรงนี้ เคทีซีเล็งเห็น และทำ Segmantation กับไลฟ์สไตล์เหล่านี้ของคนโสด

สำหรับการทำ Segmentation นั้น นักการตลาดทั้ง 2 มองว่า ยังมีช่องว่างอีกมากที่นักการตลาดสามารถแบ่งย่อยได้อีก เช่นเดียวกับกลุ่มใหม่ที่เกิดขึ้น อย่างกลุ่ม Massclusivity ซึ่งการสร้าง
แบรนด์ที่ถูกต้อง ต้องให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์ หรือพฤติกรรมการดำรงชีวิต แล้วจับเอาจุดยืนของแบรนด์นั้นเชื่อมต่อเข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งแนวทางของจุดยืนของแบรนด์หรือสินค้าหลักๆ คือ แบรนด์หรือสินค้านั้นมีอะไรที่ชัดเจนที่สามารถจับต้องได้ (Functional) เช่น กระดาษ
ดั๊บเบิ้ล เอ ที่ขายคุณภาพ เป็นกระดาษที่พรินต์แล้วกระดาษไม่ติด จุดยืนนี้ ทำให้ผู้บริโภคจำได้ และเป็นจุดยืนที่ผู้บริโภคสามารถจับต้องได้จริง ส่วนแบรนด์หรือสินค้าที่ไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน ไม่สามารถจับต้องได้ อาจต้องหา Emotional มาเป็นจุดขาย เช่น ยาสีฟันใกล้ชิด ที่ขายเรื่องความขาวของฟัน นั่นก็เป็นขาย Emotional อย่างหนึ่ง

จากผลงานวิจัย และการประยุกต์ใช้กับการตลาด แสดงให้เห็นว่า การสร้างแบรนด์และการวางกลยุทธ์การตลาดในปัจจุบัน ต้องให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์ของผู้ผู้บริโภคมากขึ้น โดยการตลาดและไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคต้องไปด้วยกัน โดยงานวิจัย คือ ตัวช่วยสำคัญ ที่ทำให้นักการตลาด สามารถจับวางสินค้าลงไปหาคนในแต่ละกลุ่มได้อย่างชัดเจน ทำให้การ Segmentation ของสินค้าแม่นยำมากขึ้นนั่นเอง

จาก http://www.thannews.th.com/detialNews.php?id=M2221712&issue=2267

คนโสด.com